MP3 คืออะไร?
MP3
ย่อมาจาก MPEG Audio Layer3 (ไม่ใช่ MPEG เวอร์ชั่น3 อย่างที่หลายๆคนเข้าใจ) MPEG
เป็นชื่อย่อของคณะทำงาน Moving Picture Export Group ที่ได้วางมาตรฐานของการย่อข้อมูลภาพเคลื่อนไหว
เช่น ภาพยนต์หรือวิดีโอที่บันทึกในคอมพิวเตอร์ให้มีขนาดเล็กลง เพื่อให้สามารถบันทึกลงในสื่อ
เช่น ฮาร์ดิสก์หรือแผ่นซีดีได้พอ ลองนึกภาพข้อมูล ที่ไม่มีการย่อ เช่น แผ่นเลเซอร์ดิสก์แบบเดิมที่มีขนาดพอๆกับแผ่นเสียง
ด้านหนึ่งบันทึกได้ประมาณ 1 ชั่วโมง แต่ปัจจุบันสามารถย่อลงในแผ่นวิดีโอซีดี (VCD)
ขนาดเท่าแผ่นซีดีธรรมดา ซึ่งก็บันทึกได้ประมาณหน้าละ 1 ชั่วโมงเช่นเดียวกัน ซึ่งทั้งสองอย่างหากบันทึกหนังยาวเกินชั่วโมงก็ต้องกลับหน้าใหม่หรือเปลี่ยนแผ่นเหมือนกัน
หากเปรียบเทียบแผ่นเลเซอร์ดิสก์กับแผ่นวิดีโอซีดี
ก็จะเห็นได้ว่าคุณภาพของภาพและเสียงของเลเซอร์ดิสก์นั้นดีกว่าวิดีโอซีดี ทั้งนี้เพราะการย่อข้อมูลในแบบนี้จะทำให้คุณภาพของภาพและเสียงลดลงไปบ้าง
เช่น ถ้าเป็นภาพก็อาจขาดความคมชัด หรือเกิดเป็นจุดสี่เหลี่ยมเป็นบางครั้ง แต่ถ้าเป็นเสียงก็อาจขาดความสดใส
หรือรายละเอียดของเสียงบางช่วง บางความถี่จะหายไป แต่ก็ไม่มากนัก ขึ้นกับเครื่องมือที่ใช้เล่นและความไวของผู้ฟังผู้ชมแต่ละคน
แต่โดยทั่วไปแล้วก็จะอยู่ในเกณฑ์ที่พอรับได้สำหรับภาพ หรือถ้าเป็นเสียงก็อาจแยกความแตกต่างไม่ออกถ้าไม่ตั้งใจฟังนัก
MP3
ก็คือเทคโนโลยีที่ใช้ย่อข้อมูลเสียงของมาตรฐาน MPEG1 นั้นเอง โดยสามารถย่อข้อมูลเสียงให้เล็กลงได้ประมาณ
10 ถึง 12 เท่า เมื่อเทียบกับข้อมูลเสียงแบบเดิมๆ ที่ได้จากการบันทึก เช่น ไฟล์
.WAV ที่ได้จาก Sound Recorder ของ Windows เอง หรือแปลงจากเพลงที่บันทึกในแผ่นซีดีเพลงทั่วไปออกมาตรงๆ
ซึ่งมีขนาดประมาณ 10 เมกะไบต์ต่อเสียง ความยาว 1 นาที ในขณะที่ MP3 จะมีขนาดเพียงประมาณ
1 เมกะไบต์ต่อ 1 นาทีเท่านั้น ดังนั้นถ้าแผ่นซีดีเก็บได้ 650 เมกกะไบต์ ก็จะบรรจุเพลงแบบ
MP3 ได้ถึง 650 นาที หรือเกือบ 11 ชั่วโมง
MP3 กับอินเตอร์เน็ต
มีข้อสังเกตอีกข้อหนึ่งก็คือ
โดยทั่วไปแล้วเราไม่ได้เล่นไฟล์ MP3 ผ่นทางอินเตอร์เน็ตโดยตรง หากแต่จะต้องดาวน์โหลดมาทั้งไฟล์ก่อนแล้วค่อยเล่นอีกทีหนึ่ง
ส่วนการเล่นไฟล์จากอินเตอร์เน็ตตรงๆ แบบทันทีทันใดนั้นคงจะต้องยกให้เป็น หน้าที่ของโปรแกรมตระกูล
Real ทั้งหลาย เช่น RealPlayer ไปแทน แต่การที่ MP3 เป็นที่สนใจกันขึ้นมาในยุคอินเตอร์เน็ตก็
เพราะ คุณสามารถดาวน์โหลดเพลงมาได้ง่ายๆ เช่น ถ้าต่ออินเตอร์เน็ตที่ความเร็ว 56
kbps(โมเด็มใหม่ล่าสุด) ก็ดาวน์โหลดได้ เร็วถึงประมาณ เมกะไบต์ละ 3-4 นาที หรือพูดง่ายๆ
ว่าดาวน์โหลดเพลงที่มีความยาว 1 นาทีได้ในเวลา 3-4 นาที ดังนั้นเพลง ทั่วๆไปที่ยาว
3-5 นาทีก็อาจดาวน์โหลดได้ในเวลาเพียง 10-15 นาทีเท่านั้น นอกจากนี้โปรแกรมที่ใช้เล่นหรือสร้างเพลง
MP3 ก็หาดาวน์โหลดได้ง่ายๆ อีกเช่นกัน
อาจมีบางคนสงสัยว่าทำไมแค่การส่งเสียงผ่านอินเตอร์เน็ตถึงต้องมีมาตรฐานมากมาย
ทั้งที่ปกติสายโทรศัพท์ธรรมดาเราก็ส่งเสียงพูดคุยกันรู้เรื่องอยู่แล้ว เรื่องนี้คงต้องขยายความว่าปกติเสียงพูดของคนเราที่ส่งผ่านสายโทรศัพท์จะมีคุณภาพต่ำ
คือเอาแค่พอฟังเสียงพูดกันรู้เรื่อง แต่ไม่สามารถส่งเสียงดนตรีได้อย่างดีเพียงพอ
เพราะเสียงดนตรีมีทั้งความถี่สูงและต่ำเกิน กว่าที่สายโทรศัพท์จะรับได้ และสียงสูงหรือต่ำที่ว่านี้เองจะมีส่วนเสริมให้เกิดความไพเราะของเพลง
หากขายหายไปการฟัง ก็หมดรสชาติ และหากจะลดขนาดหรือย่อเสียงเพลงให้มีคุณภาพแค่พอฟังได้ในระดับเดียวกับที่เราพูดโทรศัพท์กันแล้ว
จะลดได้ถึง 100 เท่า โดยประมาณทีเดียว (คือไฟล์ที่ได้จะเล็กกว่า MP3 แบบที่เราฟังกันนี้ลงไปอีก
10 เท่า)
เทคโนโลยีของ MP3
MP3
ใช้การย่อหรือลดขนาดข้อมูลเสียงที่จะลดให้ได้มากและยอมสูญเสียคุณภาพเสียงส่วนน้อยไปบ้าง
โดยอาศัยการตัดเอาเสียงที่ซ้ำซ้อนกันในแต่ละช่วงเวลาออกไป และเลือกเก็บเฉพาะสียงที่หูของมนุษย์เราได้ยินชัดเจนในแต่ละช่วงเวลา
เอาไว้ ตัวอย่างเช่น ในช่วงที่เสียงเบสปรากฏชัดกว่าเสียงเครื่องดนตรีอื่น มันก็จะถูกย่อเก็บเอาไว้ด้วย
แต่ช่วงไหนเสียงร้องแหลมขึ้นมากลบ เสียงเครื่องดนตรีบางชิ้นที่แทบไม่ได้ยินเลยก็อาจถูกตัดออกไป
(นั่นทำให้นักฟังระดับหูทองอีกไม่น้อยที่ไม่ยอมรับ MP3 เพราะไม่สามารถแยกรายลเอียดของเสียงเล็กเสียงน้อยออกมาได้ครบ)
ด้วยวิธีนี้ปริมาณข้อมูลที่ต้องเก็บไว้ก็จะลดลงได้มาก ล
ไฟล์ที่เป็น MP3 มีคุณสมบัติ 2 อย่างที่บอกว่าคุณภาพเสียงเป็นอย่างไร คือ
1.เก็บข้อมูลเป็นแบบ
Mono หรือ Stereo (แยกซ้าย-ขวา)
2. ปริมาณข้อมูลที่เก็บ ซึ่งวัดเป็นบิตต่อวินาที โดยทั่วไปจะอยู่ระหว่าง 96-128
กิโลบิตต่อวินาที (kbps) ซึ่งยิ่งมากก็ยิ่งเก็บรายละเอียดเสียงได้มากและครบถ้วนกว่า
แต่ไฟล์ที่เก็บก็จะมีขนาดใหญ่ไปด้วยตามสัดส่วน